ประวัติความเป็นมา
ความเป็นมา
วัดไก่เตี้ย ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ ๕ ตำบลคลองน้อย อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานที่ตั้งวัดไก่เตี้ยเดิมเป็นเนิน (โคก) ดินกว้างพอสมควร มีเจดีย์เก่าและซากปูนผุพังปรากฏให้เห็นในลักษณะ ที่ทับถมกันอยู่มีต้นอินและต้นจันใหญ่อยู่หนึ่งขึ้นปกคลุม ทำให้บริเวณนี้มีสภาพเป็นป่ารกชัฏ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด สันนิษฐานว่าคงเป็นโคกวัดร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เนื่องจากผู้คนพากันอพยพหนีภัยสงคราม จึงทำให้บริเวณนี้ร้างผู้คนไประยะหนึ่ง ชาวบ้านรุ่นต่เล่าอมาว่าบางวันจะเห็นฝูงไก่เตี้ย (ไก่ป่า) ออกมาคุ้ยเขี่ยหากินบนเนินดินนี้มากมาย จึงมีคนเรียกบริเวณนี้ว่า “โคกวัดไก่เตี้ย” หรือ “เนินไก่เตี้ย”
ต่อมามีพระภิกษุรูปหนึ่ง ธุดงค์มาจากทางภาคเหนือมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยนำลายแทงขุมทรัพย์มาด้วย และได้สอบถามชาวบ้านว่า “ผู้ใดรู้จักวัดไก่เตี้ยบ้างว่าอยู่ที่ใด” แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้เมื่อพบนายแจ้งซึ่งเป็นชาวบ้านถิ่นนี้ ก็ได้สอบถามและได้คำตอบว่า “ไม่รู้จัก พระภิกษุก็ได้ทักท้วงว่าในลายแทงบอกว่าวัดไก่เตี้ยอยู่ในเขตนี้ โดยมีข้อสังเกต คือ ต้นอินและต้นจันขนาดใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่ในบริเวณนั้น นายแจ้งเมื่อได้ฟังจึงนึกถึงเนินดินไก่เตี้ย จึงนำพระภิกษุรูปนั้นไปที่บริเวณดังกล่าว เมื่อพระภิกษุเดินทางไปถึง และสังเกตดูโดยรอบแล้วก็ทราบว่าโคกดินนี้เป็น “วัดไก่เตี้ย” ตามลายแทง จึงบอกกับนายแจ้งว่า บริเวณนี้เป็นวัดไก่เตี้ยตามลายแทงแน่นอน แต่วันนี้เย็นมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าให้นายแจ้งมาคอยที่นี่จะพามาขุดทรัพย์ตามลายแยงแทงในคืนนั้น พระภิกษุไปจำวัดอยู่ที่ใดไม่มีใครทราบ วันรุ่งขึ้นนายแจ้งกลับลืมเรื่องนี้เสียสนิท เมื่อนึกขึ้นได้จึงรีบเดินทางมาเนินดินที่นัด แต่ไม่พบพระภิกษุรูปดังกล่าว สอบถามผู้ใดก็ไม่รู้เรื่องว่ามีพระภิกษุเดินทางมาและไปที่ใด พบแต่หลุมขนาดใหญ่ที่ถูกขุดและมีเงินอยู่ที่ปากหลุมเพียง ๑ ตำลึง ไม่ทราบว่าพระภิกษุรูปนั้นได้สมบัติตามลายแทงไปมากน้อยเพียงใด นายแจ้งไม้รู้จะทำประการใดได้แต่รำพึงว่า จนไม่มีบุญวาสนาจึงลืมเรื่องนี้เสียสนิท จึงเดินทางกลับหมู่บ้าน และเล่าเรื่องให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านจึงเรียกชื่อตามพระภิกษุว่า“วัดไก่เตี้ย”
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนกลางคณะชาวบ้านประกอบด้วย นายพริ้ง ห้วงทรัพย์ และนายสาย ควรขจร เป็นหัวหน้าคณะนำชาวบ้านถากถางป่าบริเวณนี้ จนสะอาดรมรื่นและช่วยกันนำดินเหนียวมาปั้นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิขนาดเท่าคนจริง ๑ องค์ เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านและผู้ที่ผ่านไปมา
ต่อมามีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ พระภิกษุฉ่ำ ธุดงค์มาและปักกลดอยู่บริเวณนี้ เห็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงสอบถามโยมจันทร์ชาวบ้านว่า ผู้ใดปั้นพระพุทธรูปองค์นี้ โยมจันทร์บอกว่า “นายพริ้ง” บุตรชายพร้อมด้วยชาวบ้านปั้นไว้พระภิกษุฉ่ำได้กล่าวชื่นชมผู้ปั้นว่าฝีมือดีมากและแนะนำนายจันทร์ว่าสถานที่แห่งนี้ควรจะสร้างวัดเพื่อให้ชาวบ้านละแวกนี้สะดวกในการบำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีทางศาสนาส่วนพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว ต่อมาเรียกว่า “หลวงพ่อเหลือง”
รูปภาพเพิ่มเติม
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด
หลวงพ่อเหลือง