Ayothaya T MAP+

วัด

วัดเจ้าเจ็ดใน

34 หมู่ 3 ถ.- ต.เจ้าเจ็ด อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา 13110

8 วิว 4 รูปภาพ
ภาพปก

ประวัติความเป็นมา

ประวัติวัด

วัดเจ้าเจ็ดใน เป็นวัดโบราณมีมาช้านาน เกิดขึ้นในสมัยหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าแล้วใหม่ๆ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๕ ตามคำ บอกเล่าและสันนิษฐานว่าพื้นที่ตั้งวัดเป็นท้องที่สุ่ม ลาด มักถูกน้ำท่วมเป็นประจำในฤดูฝน อยู่ริมคลองเจ้าเจ็ด ซึ่งมีป่าพงรกร้าง จึงเป็นที่อาศัยของสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น จระเข้ ช้าง และเสือ เป็นต้น และเป็นที่เหมาะสำหรับลิ้ภัยสงครามพม่าของบรรดา เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ในครั้งนั้น เมื่อบรรดาเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ทั้งหลายลี้ภัยสงครามมา พำนักอาศัยอยู่ในเขตนี้ตำบลนี้ จึงได้สร้างปูชนียวัตถุ สิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ ประชาชนได้ถือเอาเป็นนิมิตดีงามจึงร่วม ใจกันสร้างเสริมต่อเติมให้เป็นวัดขึ้นมา ณ ที่นี้ และ เพราะเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ทั้งหลายที่ลี้ภัยสงครามมา หลายพระองค์ด้วยกัน ซึ่งคงนับได้ ๗ พระองค์ จึงได้ ขนานนามวัดนี้ว่า " วัดเจ้าเจ็ด ” ต่อมาภายหลังได้เกิดมีวัดขึ้นอีกวัดหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัด เจ้าเจ็ดนี้ มีเนื้อที่ติดต่อกัน ดังนั้น วัดเจ้าเจ็ด จึง มีคำว่า “ใน”ต่อท้ายอีกคำหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกใน ปัจจุบันว่า “วัดเจ้าเจ็ดใน”ส่วนวัดเจ้าเจ็ดที่อยู่ ทางด้านทิศเหนือเรียก “วัดเจ้าเจ็ดนอก” 

 

ที่มาของชื่อวัด

ชื่อ "วัดเจ้าเจ็ดใน" มีที่มาจากตำนานการหลบภัยสงคราม และการแบ่งเขตพื้นที่ตั้งวัด โดยมีรายละเอียดความเป็นมาดังนี้

ที่มาของคำว่า "เจ้าเจ็ด"ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในสมัยโบราณ (คาดว่าช่วงเสียกรุงศรีอยุธยา) ได้มีเชื้อพระวงศ์ เจ้าฟ้า หรือพระมหากษัตริย์ เสด็จลี้ภัยสงครามมาพักอาศัยและตั้งค่ายบริเวณตำบลนี้จำนวน 7 พระองค์ เมื่อสงครามสงบลง พระองค์เหล่านั้นจึงได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นสิริมงคล ชาวบ้านจึงเรียกขานพื้นที่และวัดแห่งนี้ว่า "วัดเจ้าเจ็ด" 

ที่มาของคำว่า "ใน" ต่อมาได้มีการสร้างวัดขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือและมีพื้นที่ติดต่อกัน วัดที่สร้างขึ้นใหม่ทางทิศเหนือนี้ชาวบ้านเรียกว่า "วัดเจ้าเจ็ดนอก" เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการระบุตำแหน่ง วัดเดิมที่อยู่ลึกเข้ามาจึงถูกเรียกว่า "วัดเจ้าเจ็ดใน" นับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สถานที่สำคัญ

พลับพลาใจสมาน เป็นอาคารไม้ สร้างเมื่อ วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2505 เพื่อเป็นเรือนรับรองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนิน พร้อมบรมวงศ์ศานุวงศ์ เป็นการส่วนพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินต้น ที่วัดเจ้าเจ็ดใน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2505 และตั้งแต่นั้นมา ทางวัดเจ้าเจ็ดในได้ถือวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทอดพระกฐินต้น ซึ่งตรงกับวันขึ้น 9 คำ เดือน 12 ได้จัดงานแห่พระพุทธเกสรไปตามลำคลองเจ้าเจ็ดมุ่งสู่วัดกระโดงทอง โดยมีขบวนเรือร่วมแห่ที่สวยงาม และเมื่อกลับจาดวัดกระโดงทองแล้ว ก็จัดให้มีการถวายพระพรพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ในพลับพลาใจสมาน เพื่อเป็นพุทธบูชา และราชานุสรณ์ จนมาถึงปัจจุบันนี้3."พลับพลาใจสมาน"

วัดเจ้าเจ็ดนอก -วัดเจ้าเจ็ดใน พลับพลาแห่งความสามัคคี เมื่อในหลวง ร.๙ เสด็จพระราชดำเนิน วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ความสงบก็เกิดเกิดขึ้น๓-๒๙๐๕๖๒วัดเจ้าเจ็ดใน เป็นวัดโบราณมีมาช้านาน เกิดขึ้นในสมัยหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าแล้วใหม่ ๆ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๕ ตามหนังสือรับรองสภาพวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๔กองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการจากคำบอกเล่า และสันนิษฐานว่า พื้นที่ตั้งวัดเป็นท้องที่ลุ่ม ลาด มักถูกน้ำท่วมเป็นประจำในฤดูฝน อยู่ริมคลองเจ้าเจ็ด ซึ่งมีป่าพงรกร้างมาก จึงเป็นที่อาศัยของสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น จระเข้ ช้าง และเสือ เป็นต้น และเป็นที่เหมาะสำหรับลี้ภัยสงครามพม่าของบรรดา เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ในครั้งนั้น เมื่อบรรดาเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ทั้งหลายลี้ภัยสงครามมาพำนักอาศัยอยู่ในเขตนี้ตำบลนี้จึงได้สร้างปูชนียวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ ประชาชนได้ถือเอาเป็นนิมิตที่ดีงามจึงร่วมใจกันสร้างเสริมต่อเติมให้เป็นวัดขึ้นมา ณ ที่นี้ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ทั้งหลายที่ลี้ภัยสงครามมาหลายพระองค์ด้วยกัน ซึ่งคงนับได้ ๗ พระองค์ จึงได้ขนานนามวัดนี้ว่า “ วัดเจ้าเจ็ด ” ต่อมาภายหลังได้เกิดมีวัดขึ้นอีกวัดหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดเจ้าเจ็ดนี้ มีเนื้อที่ติดต่อกัน ดังนั้นวัดเจ้าเจ็ดจึงมีคำว่า“ใน”ต่อท้ายอีกคำหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกในปัจจุบันว่า “วัดเจ้าเจ็ดใน”ส่วนวัดเจ้าเจ็ดที่อยู่ทางด้านทิศเหนือเรียก “วัดเจ้าเจ็ดนอกส่วนพลับพลาใจสมาน เป็นอาคารไม้ สร้างเมื่อ วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เพื่อเป็นเรือนรับรองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนิน พร้อมบรมวงศ์ศานุวงศ์ เป็นการส่วนพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินต้น ที่วัดเจ้าเจ็ดใน เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๕ และตั้งแต่นั้นมา ทางวัดเจ้าเจ็ดในได้ถือวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทอดพระกฐินต้น ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๙ คำ เดือน ๑๒ ได้จัดงานแห่พระพุทธเกสรไปตามลำคลองเจ้าเจ็ดมุ่งสู่วัดกระโดงทอง โดยมีขบวนเรือร่วมแห่ที่สวยงาม และเมื่อกลับจาดวัดกระโดงทองแล้ว ก็จัดให้มีการถวายพระพรพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ในพลับพลาใจสมาน เพื่อเป็นพุทธบูชา และราชานุสรณ์ จนมาถึงปัจจุบันนี้ประวัติศาสตร์ ตอนหนึ่งที่ไม่ถูกบันทุกวันคือ ความขัดแย้งของคนวัดเจ้าเจ็ดนอกกับวัดเจ้าเจ็ดใน ก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าให้ฟังว่า วัดเจ้าเจ็ดนอก -วัดเจ้าเจ็ดใน เกิดขึ้นเพราะคนในท้องที่แตกความสามัคคี โดยมีคูน้ำกันระหว่าง ๒ วัดก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ คน ๒ วัดนี้จะไม่ถูกกันอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่า ใครข้ามไปอีกวัดหนึ่ง ต้องมีเรื่องทะเลาะกัน ตีกันทุกครั้งไปเมื่อ วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๙ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนิน

จึงมีการสร้าง "พลับพลาใจสมาน" คร่อมคลอง ที่กั้นระหว่างวัดเจ้าเจ็ดนอก -วัดเจ้าเจ็ดใน ความขัดแย้งก็ยุติลงตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้

 

 

 

 

 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด หลวงพ่อพระพุทธเกสร พระพุทธรูปปั้นด้วยเกษรดอกไม้ผสมกับรัก สร้างขึ้นโดยหลวงพ่อบุญมี

คลิป YouTube (URL).

https://www.youtube.com/watch?v=zXcTjGlf8rM

 

นอกจากนี้ยังมีองค์หลวงพ่อยิ้ม ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างมาก 

 

หลวงพ่อยิ้ม (พระครูพรหมวิหารคุณ) พระครูพรหมวิหารคุณ (หลวงปู่ยิ้ม) วัดเจ้าเจ็ด

ประวัติหลวงพ่อยิ้ม

หลวงพ่อยิ้ม สิริโชติ เป็นคนดี ศรีอยุธยา เลือดคุ้งน้ำเจ้าเจ็ด…นามเดิม ยิ้ม กระจ่าง เป็นบุตร นายอ่วม นางสุด กระจ่าง ท่านเกิดที่ตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกิดที่บ้านสาลี หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านแถว อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๑๘ (จันทรคติ วันเสาร์ - ค่ำ เดือน – ปีกุน จ.ศ. ๑๒๓๗ ) มีพี่น้องร่วมบิดา มารดารวม ๓ คน คือ
           ๑. นายจ่าง กระจ่าง
           ๒. พระครูพรหมวิหารคุณ (ยิ้ม สิริโชติ)
           ๓. นายโชติ กระจ่าง
โยมที่บ้านมีอาชีพทางกสิกรรม ทำไร่ ทำนา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๓๐ได้บรรพชาเป็นสามเณรมาตั้งแต่อายุได้ ๑๒ ขวบ อุปสมบทเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ณ พัทธสีมา ณ วัดเจ้าเจ็ดนอก มีพระอาจารย์สิน วัดโพธิ์ เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จาด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สุ่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่อบวชแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัย ขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา ศึกษาพระคัมภีร์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน เขียนอักขระเลขยันต์ ลบผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จากพระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ ผู้สืบสานวิชาอาคมมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า คือพระอาจารย์จาด และพระอาจารย์จีน สำนักวัดเจ้าเจ็ดใน ( พระอาจารย์จีน เป็นพระอาจารย์สอนอักขระให้กับ หลวงพ่อปาน        วัดบางนมโค ในครั้งนั้นด้วย )พออายุ ๑๘ ปี ก็ย้ายไปศึกษาที่วัดกระโดงทอง ภายใต้การปกครองของหลวงพ่อบุญมี สำเร็จยันต์นะ ปัดตลอด และสามารถเขียนยันต์ผงทะลุแผ่นกระดานชนวนได้อย่างอัศจรรย์ ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเจ้าเจ็ดใน ต่อจากพระอุปฌาย์ "ปั้น"ในสมัยนั้นวัดเจ้าเจ็ดใน ได้แบ่งออกเป็น ๓ คณะ โดยมีหลวงพ่อยิ้ม เป็นเจ้าคณะเหนือ หลวงปู่โฉม เป็นเจ้าคณะใต้ และหลวงปู่คำ เป็นเจ้าคณะตะวันออก และหลวงพ่อยิ้มยังเป็นเจ้าคณะตำบลเจ้าเจ็ด เป็นพระครูกรรมการศึกษาและเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์ เป็น พระครูพรหมวิหารคุณ พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นเจ้าคณะอำเภอบางซ้าย มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๙ รวมอายุได้ ๘๒ ปีครั้งเมื่อหลวงพ่อยิ้ม ยังมีชีวิตอยู่ท่านเป็นพระที่อุดมด้วยศีลลาจารวัตร ตลอดชีวิตของหลวงพ่อเป็นพระที่อารมณ์เย็น เคร่งครัด แต่มีเมตตาธรรมสูง พูดน้อย และมีผู้คนไปกราบนมัสการหาสู่ท่านมิได้ขาดพระเกจิอาจารย์ดังแห่งกรุงศรีอยุธยา, ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอินโดจีน หลวงพ่อยิ้ม มีพระสหธรรมมิกที่ร่วมครูอุปัชฌาย์อาจารย์องค์เดียวกันในยุคนั้นคือ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกซึ่งมีอายุมากกว่าหลวงปู่ยิ้ม ๓ ปี อีกรูปหนึ่งคือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเกิดปีเดียวกับหลวงปู่ยิ้ม มีญาติโยมที่เป็นนักเลงสมัยนั้นได้ตั้งสมญานามให้ดูน่ากลัวว่า “ สามเสือแห่งกรุงเก่า ”ท่านจึงเป็นพระอาจารย์อาวุโส มรณภาพเมื่อปี ๒๔๙๙     (อายุ ๘๑ ปี) หลังหลวงพ่อปาน ๑๘ ปี (๒๔๙๙ - ๒๔๘๑) แต่ก่อนหลวงพ่อจงราว ๘ ปี (๒๔๙๙ – ๒๕๐๗)
วัดของท่านเหล่านี้อยู่ไม่ไกลกันนัก ท่านเป็นสหธรรมมิกและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จนชาวอยุธยาเรียกกันติดปากว่า “พระหมอหลวงพ่อปาน เกจิอาจารย์หลวงพ่อจง เมตตาไหลหลงหลวงพ่อยิ้ม”เหตุการณ์สำคัญ อาทิเช่น
การปลุกเสกทราย และขึ้นเครื่องบินโปรยลงสถานที่สำคัญๆ ในประเทศไทย เมื่อครั้งสมัยสงครามอินโดจีนฯ ช่วง พ.ศ. ๒๔๘๕ ฝรั่งเศสที่ต้องการจะยึดดินแดนของไทยเป็นประเทศในอาณานิคม มีผลร้ายแรงพอๆ กับสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ซึ่งเป็นเรื่องของความสามัคคี เพื่อให้สถาบันชาติอยู่ได้ สถาบันศาสนาอยู่ได้ และสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ได้ และสืบต่อพระศาสนา ให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไปหลวงปู่ยิ้มวาจาสิทธิ์จากการที่หมั่นสวดมนต์ภาวนา ให้ทาน รักษาศีล และเจริญพระกรรมฐานภาวนา ตลอดจนสั่งสอนให้คนทำความดีเป็นนิตย์ หล่อหลอมให้ภิกษุชราพุทธบุตรรูปหนึ่ง มีวาจาสิทธิ์ดุจเทพเจ้าฯทั้งให้พร… เสกน้ำพระพุทธมนต์ รักษาโรค เป็นที่ประจักษ์ตาแก่ชาวบ้านใกล้ และไกล หลวงปู่ไม่ชอบคนมุสา... คนดื่มน้ำเมา... คนกาเม… คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต… คนลักขโมย… (คนที่ชอบละเมิดศีลห้า) และคนที่งอมืองอเท้า ขี้เกียจทำกิน…หลวงปู่ยิ้มท่านมีวาจาสิทธิ์ พูดคำไหนเป็นคำนั้นไม่พูดมาก พูดแต่สิ่งที่ดี ๆ เมื่อสั่งสอนครั้ง สองครั้งยังไม่เลิกละ หลวงปู่ก็จะเปรยๆ พอให้ศิษย์ใกล้ชิดได้ยินว่า
“ พวกนี้มันบัวใต้น้ำ… ชี้ทางสวรรค์ให้เดินไม่ยอมเดิน ”( เป็นการชี้ให้เห็นว่าประตูสู่สวรรค์ก็คือศีลห้านั่นเอง ) และในไม่ช้าบุคคลดังกล่าวข้างต้นนี้ก็มีอันเป็นไปในที่สุด ย่างเข้าสู่วัยชรา ทุกสรรพสิ่งที่เกิดมานานแล้วก็ร่วงโรยไปในที่สุดหลวงปู่ยิ้มละสังขารไปด้วยอาการอันงบ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๙ (วันจันทร์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีวอก จ.ศ. ๑๓๑๘ ) รวมสิริอายุได้ ๘๑ ปี ๖๑ พรรษา

 

รูปภาพเพิ่มเติม

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด

พระครูพรหมวิหารคุณ (หลวงปู่ยิ้ม) วัดเจ้าเจ็ด